<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สังคมคนไทยอายุยืน &#8211; ราชบัณฑิตยสภา</title>
	<atom:link href="https://royalsociety.go.th/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://royalsociety.go.th</link>
	<description>Royal Society of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Sat, 31 Dec 2022 12:14:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-GB</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2025/10/cropped-logo-rst-1-Grayscale-150x150.jpg</url>
	<title>สังคมคนไทยอายุยืน &#8211; ราชบัณฑิตยสภา</title>
	<link>https://royalsociety.go.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สังคมคนไทยอายุยืน: ความจริง วิกฤติการณ์ และข้อแนะนำ</title>
		<link>https://royalsociety.go.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ผู้ดูแลระบบ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2020 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อเสนอ]]></category>
		<category><![CDATA[แถลงข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยา กาญจนะวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคนไทยอายุยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล อิสรไกรศีล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://royalsociety.go.th/?p=1604</guid>

					<description><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/03/logo-with-bg-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />ขณะที่บ้านเมืองของเรากำลังเผชิญกับการคุกคามของโรคระบาดโควิด-19  ประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีความอ่อนไหวและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในอัตราที่สูง ในอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเทียบกับประชากรทั้งประเทศสูงมากถึงร้อยละ 30 คนวัยทำงานจะมีสัดส่วนน้อยลง  เด็กเกิดใหม่ก็ยิ่งมีสัดส่วนน้อย ซึ่งเกิดจากปัญหาครอบครัวที่คนท้องที่ไม่พร้อม” กับ “คนที่พร้อมแต่ไม่ท้อง” จากสภาพดังกล่าว เมื่อสัดส่วนของประชาชนเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุในอนาคต (ปัจจุบันอายุ 40-60 ปี) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จะต้องเผชิญปัญหาในด้านต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็จะต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นในการดูแลพ่อ แม่ และอาจมีปู่ ย่า ตา ยาย อีกด้วย จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้ ราชบัณฑิตยสภาในฐานะองค์กรที่หน้าที่ค้นคว้าวิจัยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางวิชาการนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เห็นว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ราชบัณฑิตยสภาควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้องค์กรภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตระหนักและเตรียมความพร้อมในการรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ตลอดจนพิจารณาถึงวิธีการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมสูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต  และจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนไทยอายุยืนนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ในอนาคต โดยสรุปออกมาเป็นข้อเสนอแผนการสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/03/logo-with-bg-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />
<p>ขณะที่บ้านเมืองของเรากำลังเผชิญกับการคุกคามของโรคระบาดโควิด-19  ประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีความอ่อนไหวและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในอัตราที่สูง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-1606" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1024x683.jpg 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-300x200.jpg 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-768x512.jpg 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1536x1024.jpg 1536w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-2048x1365.jpg 2048w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเทียบกับประชากรทั้งประเทศสูงมากถึงร้อยละ 30 คนวัยทำงานจะมีสัดส่วนน้อยลง  เด็กเกิดใหม่ก็ยิ่งมีสัดส่วนน้อย ซึ่งเกิดจากปัญหาครอบครัวที่คนท้องที่ไม่พร้อม” กับ “คนที่พร้อมแต่ไม่ท้อง”</p>



<p>จากสภาพดังกล่าว เมื่อสัดส่วนของประชาชนเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุในอนาคต (ปัจจุบันอายุ 40-60 ปี) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จะต้องเผชิญปัญหาในด้านต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็จะต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นในการดูแลพ่อ แม่ และอาจมีปู่ ย่า ตา ยาย อีกด้วย จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-1607" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1024x683.jpg 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-300x200.jpg 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-768x512.jpg 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1536x1024.jpg 1536w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-2048x1365.jpg 2048w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ราชบัณฑิตยสภาในฐานะองค์กรที่หน้าที่ค้นคว้าวิจัยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางวิชาการนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เห็นว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ราชบัณฑิตยสภาควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้องค์กรภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตระหนักและเตรียมความพร้อมในการรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ตลอดจนพิจารณาถึงวิธีการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมสูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต  และจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนไทยอายุยืนนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ในอนาคต โดยสรุปออกมาเป็นข้อเสนอแผนการสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ประกอบด้วยข้อเสนอแผนรองรับ ๔ มิติ คือ</p>



<ol class="wp-block-list"><li><a href="#I">มิติด้านเศรษฐกิจ</a></li><li><a href="#II">มิติด้านสภาพแวดล้อม</a></li><li><a href="#III">มิติด้านสุขภาพ</a></li><li><a href="#IV">มิติด้านชุมชนสังคม</a></li></ol>



<p>รายละเอียดดังบทสรุปผู้บริหารที่แนบมาด้วยแล้ว</p>



<p class="has-text-align-right">ศาสตราจารย์ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล<br>นายกราชบัณฑิตยสภา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">บทสรุปผู้บริหาร<br>การสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</h2>



<p>สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและหลีกไม่พ้นคือ <strong>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมคนไทยอายุยืน</strong>หรือที่เรียกว่าสังคมสูงวัย โดยคาดว่าใน ๑๕ ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) จะมีมากถึงร้อยละ ๓๐ ขณะที่สัดส่วนคนวัยทำงานจะลดลง สัดส่วนของเด็กและเยาวชน (๐-๑๔ ปี) ก็จะลดน้อยถอยลงเช่นกัน</p>



<p><strong>คนไทยอายุ ๔๐-๖๐ ปี</strong>ในปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในเวลานั้น จะต้องเผชิญปัญหาเป็นอันดับแรก ส่วนคนไทยอายุน้อยกว่า ๔๐ ปีในปัจจุบัน<strong>จะต้องแบกรับภาระ</strong>ทั้งเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่ชราภาพ และต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกด้วย</p>



<p>ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กที่เกิดในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจาก “<strong>คนท้องที่ไม่พร้อม</strong>” ส่วน “<strong>คนพร้อมไม่ท้อง</strong>” จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้</p>



<p>ราชบัณฑิตยสภาจึงมีความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง<strong>สร้างระบบเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</strong> โดยรองรับ ๔ มิติ ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="I">มิติเศรษฐกิจ</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ปรับปรุง พัฒนาระบบบำนาญและระบบสวัสดิการ  โดยเฉพาะระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนในอนาคต  ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงระยะยาวที่นำเงินของผู้ทำงานที่จ่ายสะสมมารวมกัน  ในอนาคตเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ผู้รับประโยชน์จากกองทุนจะมีจำนวนมาก  แต่ผู้จ่ายเข้ากองทุนจะมีจำนวนน้อย<br>การแยกบัญชีบำนาญของแต่ละบุคคลออกจากกัน จะสร้างแรงจูงใจในการออมของคนทำงานแต่ละบุคคล </li><li>สร้างมาตรการส่งเสริมการออม ความรู้ความเข้าใจในการบริหารเงิน วินัยการเงิน ขยายและปรับปรุงกองทุนการออมแห่งชาติ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพรายได้ของแต่ละอาชีพ และกำหนดเงินประเดิมที่ภาครัฐจะให้เพิ่มอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นของการออม <br>กำหนดมาตรการการออมภาคบังคับ เช่น การเก็บภาษีเพื่อการออมร้อยละ ๓ ร่วมกันไปกับภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๗ ของมูลค่าที่มีการใช้จ่ายของแต่ละบุคคล นำเงินออมร้อยละ ๓ ร่วมสะสมไว้ในชื่อของแต่ละบุคคล  และเฉลี่ยคืนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้จ่ายภาษีการออมเมื่อต้องหยุดทำงานในยามชราภาพ รวมทั้งส่งเสริมการออมทางเลือก เช่น การออมโดยปลูกไม้ยืนต้นและเลี้ยงปศุสัตว์</li><li>ส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายอายุการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และการทำงานอิสระ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสมัครใจ เนื่องจากคนไทยอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีมาตรการจูงใจให้คนไทยมีทักษะความรู้ในการทำงานประเภทอื่น ๆ นอกจากที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นงานสำรองในยามสูงอายุ และสามารถทำงานโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ</li><li>ควรมีนโยบายเรื่องการรับคนทำงานที่มีคุณภาพและอยากทำงานในประเทศไทยอย่างถาวร เนื่องจากอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงาน และประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยตามหลังประเทศไทย</li><li>สร้างแรงจูงใจให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร ได้มีบุตรอย่างมีคุณภาพ ลดภาระทางเศรษฐกิจ และลดภาระของมารดาในการเลี้ยงดูบุตรโดยให้บิดามีส่วนร่วม จัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในตอนกลางวันอยู่ใกล้ที่ทำงาน</li><li>กระจายอุตสาหกรรม บริการ และการจ้างงานออกไปยังท้องถิ่น ชุมชนชนบท เพื่อให้มีการจ้างงานในพื้นที่ใกล้ชุมชน ทำให้คนทำงานสามารถอยู่กับครอบครัว และสามารถดูแลบิดา มารดา และบุตรได้</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="II">มิติสภาพแวดล้อม</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน ถนนหนทาง การเดินทาง อาคารและสถานที่สาธารณะให้เหมาะสมสำหรับคนทุกวัย ผู้สูงอายุ หนุ่ม สาว เด็ก และคนพิการ ในลักษณะ “อยู่ดี” (Universal Design) โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน</li><li>ส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิ อาสาสมัครกู้ภัย และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีความรู้เรื่องออกแบบ โยธาและงานช่าง ได้ประสานองค์ความรู้เพื่อให้เกิดจิตอาสาร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นปรับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน</li><li>จัดตั้ง “ศูนย์อยู่ดี” ในทุกอำเภอ โดยใช้โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนหรือมีนักเรียนน้อย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย จัดให้มีอุปกรณ์พื้นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สำรวจความจำเป็นและกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม<br>นอกจากนี้ “ศูนย์อยู่ดี” อาจใช้ประโยชน์เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ</li><li>ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนให้ลงทุนแข่งขันผลิตวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย โดยเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นวัสดุและเทคโนโลยีพื้นบ้าน</li><li>แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับอาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัย ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และทุพพลภาพ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนกฎหมายใช้บังคับต้องปรับปรุงอาคารให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี นอกจากนี้ ธุรกิจที่ดำเนินการด้านที่อยู่อาศัยจะต้องจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอย่างน้อยร้อยละ ๑๐</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="III">มิติสุขภาพ</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>สร้างมาตรการการให้คนไทยมีสุขภาพดีให้นานที่สุด ลดช่วงเวลาเจ็บป่วยและภาวะพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยลง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ใช้หลัก “สร้างนำซ่อม” เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย การส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างอารมณ์ที่ดี เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี</li><li>สนับสนุนการจัดระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate care) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาให้ดีขึ้นแล้ว โดยจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการพิการ และลดภาระของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด</li><li>ขยายระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long term care) ช่วยผู้ที่ประสบภาวะยากลำบากอันเนื่องจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น การประสบอุบัติเหตุ พิการ ตลอดจนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นบริการของสถานพยาบาลที่ให้บริการที่บ้านผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการดูแล</li><li>จัดให้มีระบบอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ได้รับการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน และสร้างระบบการดูแลที่บ้านตามตารางระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจน</li><li>ส่งเสริมให้ทุกคนมีแนวคิด “ตายดี” โดยเฉพาะช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ด้วยการสร้างความรู้ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดชีวิต แต่อาศัยบุคคล ครอบครัวและคนในชุมชนร่วมกันดูแลแทน</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="IV">มิติชุมชนสังคม</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมคนไทยอายุยืนร่วมกับชุมชน โดยให้มีการรวมตัวของผู้สูงอายุในปัจจุบันและผู้สูงอายุสำรอง</li><li>กระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้สามารถวางระบบรองรับสังคมคนไทยอายุยืนในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสามารถดำเนินงาน ใช้ทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณ</li><li>ควรเปิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันของคน ๓ วัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนน้อยหรือไม่มีนักเรียน</li><li>ส่งเสริมให้พระและผู้นำศาสนา มีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาของสังคมคนไทยอายุยืนที่จะเกิดในอนาคต</li></ol>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้อเสนอ แผนการสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</title>
		<link>https://royalsociety.go.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ผู้ดูแลระบบ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2020 23:34:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อเสนอ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคนไทยอายุยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://royalsociety.go.th/?p=481</guid>

					<description><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/1-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />สังคมคนไทยอายุยืนความจริง วิกฤติการณ์ และข้อแนะนำ จัดทำโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาลราชบัณฑิตยสภา จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรในประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมที่ประชากรมีอายุยืนมากขึ้น และจะส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ในด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านชุมชนสังคม และก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาในอนาคต ราชบัณฑิตยสภาในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของเครือข่ายทางปัญญาแห่งชาติที่มีพันธกิจสำคัญประการหนึ่งคือ ให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี&#160; ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมผู้สูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งในที่นี้จะใช้ว่าสังคมคนไทยอายุยืน ระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและนำเสนอต่อรัฐบาล ราชบัณฑิตยสภาเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่คนไทยและรัฐบาลไทย จะต้องร่วมกันสร้างระบบเพื่อรองรับสังคมไทยอายุยืนอย่างจริงจังเป็นการด่วน โดยการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้เสนอข้อแนะนำดังต่อไปนี้ สถานการณ์สังคมคนไทยอายุยืน ปัจจุบันโครงสร้างของประชากรในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานจะเริ่มลดลง และสัดส่วนของเด็ก (0-14 ปี) ก็จะลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก “คนท้องที่ไม่พร้อม” ส่วน “คนพร้อมไม่ท้อง”&#160; คุณภาพคนวัยทำงานในอนาคตที่มีสัดส่วนน้อยลงอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร &#160;ใครจะจ่ายภาษีอากรให้แก่รัฐบาล&#160; เพื่อบริหารงานของประเทศและเพื่อเป็นสวัสดิการกับสังคม&#160; [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/1-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />
<h2 class="has-luminous-vivid-orange-color has-text-color has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สังคมคนไทยอายุยืน<br>ความจริง วิกฤติการณ์ และข้อแนะนำ</strong></h2>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>จัดทำโดย<br>คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล<br>ราชบัณฑิตยสภา</strong></h4>



<div class="wp-block-nextend-smartslider3"></div>


<div id="pl-gb481-69ef53cadd684"  class="panel-layout" ><div id="pg-gb481-69ef53cadd684-0"  class="panel-grid panel-has-style" ><div class="panel-row-style panel-row-style-for-gb481-69ef53cadd684-0" ><div id="pgc-gb481-69ef53cadd684-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-gb481-69ef53cadd684-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" ><div
			
			class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base"
			
		>
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
	<p><strong>สารบัญ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#i">สถานการณ์สังคมคนไทยอายุยืน</a></li>
<li><a href="#ii">มิติด้านเศรษฐกิจ</a></li>
<li><a href="#iii">มิติด้านสภาพแวดล้อม</a></li>
<li><a href="#iv">มิติสุขภาพ</a></li>
<li><a href="#v">มิติชุมชนสังคม</a></li>
<li><a href="#vi">บทสรุปผู้บริหาร การสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</a></li>
</ul>
</div>
</div></div></div></div></div></div>


<p>จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรในประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมที่ประชากรมีอายุยืนมากขึ้น และจะส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ในด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านชุมชนสังคม และก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาในอนาคต</p>



<p>ราชบัณฑิตยสภาในฐานะที่เป็นสถาบันหลักของเครือข่ายทางปัญญาแห่งชาติที่มีพันธกิจสำคัญประการหนึ่งคือ ให้ความเห็น คำแนะนำ และคำปรึกษาทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี&nbsp; ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมผู้สูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งในที่นี้จะใช้ว่าสังคมคนไทยอายุยืน ระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและนำเสนอต่อรัฐบาล</p>



<p>ราชบัณฑิตยสภาเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่คนไทยและรัฐบาลไทย จะต้องร่วมกันสร้างระบบเพื่อรองรับสังคมไทยอายุยืนอย่างจริงจังเป็นการด่วน โดยการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้เสนอข้อแนะนำดังต่อไปนี้</p>



<p class="i"><strong>สถานการณ์สังคมคนไทยอายุยืน</strong></p>



<p>ปัจจุบันโครงสร้างของประชากรในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานจะเริ่มลดลง และสัดส่วนของเด็ก (0-14 ปี) ก็จะลดลงเรื่อย ๆ</p>



<p>ปัจจุบันปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ ส่วนใหญ่จะเกิดจาก “คนท้องที่ไม่พร้อม” ส่วน “คนพร้อมไม่ท้อง”&nbsp; คุณภาพคนวัยทำงานในอนาคตที่มีสัดส่วนน้อยลงอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร &nbsp;ใครจะจ่ายภาษีอากรให้แก่รัฐบาล&nbsp; เพื่อบริหารงานของประเทศและเพื่อเป็นสวัสดิการกับสังคม&nbsp; ขณะที่คนวัยทำงานซึ่งมีพี่หรือน้องน้อยลง&nbsp; จะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นทั้งเลี้ยงดูพ่อ แม่ และลูกของตนมากขึ้น</p>



<p>นับตั้งแต่ปี 2493-2513 ประเทศไทยอยู่ในช่วง “เด็กเกิดล้าน” จึงมีการรณรงค์ให้มีการคุมกำเนิดอย่างจริงจัง และทำให้อัตราการเกิดของเด็กลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา&nbsp; เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ที่เกิดในช่วง “เด็กเกิดล้าน” ก็กลายเป็นผู้สูงอายุในปัจจุบัน (ปี 2563) ที่มีถึงร้อยละ 19 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน และคาดว่าเมื่อถึงปี 2578&nbsp; ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 30.5 ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 21 ล้านคน ดังปรากฏในแผนภาพและตารางต่อไปนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="602" height="266" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image1.png" alt="" class="wp-image-486" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image1.png 602w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image1-300x133.png 300w" sizes="(max-width: 602px) 100vw, 602px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="602" height="340" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image2.png" alt="" class="wp-image-487" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image2.png 602w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image2-300x169.png 300w" sizes="(max-width: 602px) 100vw, 602px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="641" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image3-1024x641.png" alt="" class="wp-image-488" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image3-1024x641.png 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image3-300x188.png 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image3-768x481.png 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image3.png 1180w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="435" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image4-1024x435.jpg" alt="" class="wp-image-489" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image4-1024x435.jpg 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image4-300x128.jpg 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image4-768x326.jpg 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/04/image4.jpg 1308w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>จากโครงสร้างประชากรทั้งปริมาณและคุณภาพที่เปลี่ยนไป และกำลังจะเปลี่ยนต่อไปอย่างรวดเร็วอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้&nbsp; จึงทำให้ประเทศไทยกำลังต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ ซึ่งในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า คนไทยที่อายุ ๔๐-๖๐ ปีในปัจจุบัน จะกลายเป็นผู้สูงอายุที่จะต้องเผชิญปัญหาเป็นกลุ่มแรก โดยมีผู้สูงอายุมากถึง ๑ ใน ๓ ของประชากรหรือมากกว่า ๒๐ ล้านคน ในเวลานั้น และจำทำให้คนไทยที่มีอายุน้อยกว่า ๔๐ ปีในปัจจุบัน จะต้องแบกรับภาระมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องดูแลจ่ายภาษี และทำงานประกอบอาชีพเลี้ยงตนแล้ว ยังต้องดูแลบิดามารดาที่ชราภาพ และบุตรอีกด้วย จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนหรือวางระบบเพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ในอนาคต โดยพิจารณาปัญหาจากมิติด้านต่าง ๆ ดังนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading" id="ii"><strong>๑. มิติด้านเศรษฐกิจ</strong></h4>



<p><strong>๑.๑ การวิเคราะห์ปัญหา</strong></p>



<p>๑.๑.๑ จะปรับปรุงและพัฒนาระบบสวัสดิการโดยเฉพาะระบบบำนาญภาคราชการ ระบบประกันสังคมในภาคเอกชนและระบบบำนาญให้แก่ผู้มีอาชีพอิสระให้เพียงพอ มั่นคง และยั่งยืนอย่างไร &nbsp;</p>



<p>๑.๑.๒ จะพัฒนาระบบการออมของคนไทยอย่างไรให้เป็นจริง เพื่อให้คนสูงอายุเมื่อหยุดทำงานจะมีเงินเก็บออมไว้ใช้ของตัวเองทั้งการออมด้วยเงินและการออมด้วยรูปแบบอื่น</p>



<p>๑.๑.๓ จะส่งเสริมการขยายอายุการทำงานของคนไทยในทุกภาคส่วนอย่างไร ให้มีความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสมัครใจของผู้ทำงานต่อได้โดยไม่เป็นภาระของสังคม</p>



<p>๑.๑.๔ จะมีนโยบายเรื่องแรงงานอย่างไร เนื่องจากในอนาคตประเทศไทยจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นประเทศไทย</p>



<p>๑.๑.๕ จะสร้างแรงจูงใจ และลดภาระทางเศรษฐกิจ ให้ผู้ที่พร้อมจะมีลูกอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร</p>



<p>๑.๑.๖ จะมีการกระจายอุตสาหกรรม และการบริการเพื่อให้มีการจ้างงานที่ใกล้ชุมชนชนบทอย่างไร เพื่อให้คนทำงานยังอยู่กับครอบครัว สามารถดูแลบิดา มารดา และบุตรได้ โดยไม่มีการย้ายถิ่นไปทำงานที่อื่น &nbsp;</p>



<p><strong>๑.๒ ข้อเสนอแผนรองรับมิติด้านเศรษฐกิจ</strong></p>



<p>๑.๒.๑ ปรับปรุง พัฒนาระบบบำนาญและระบบสวัสดิการ&nbsp; โดยเฉพาะระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนในอนาคต&nbsp; ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงระยะยาวที่นำเงินของผู้ทำงานที่จ่ายสะสมมารวมกัน&nbsp; ในอนาคตเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ผู้รับประโยชน์จากกองทุนจะมีจำนวนมาก&nbsp; แต่ผู้จ่ายเข้ากองทุนจะมีจำนวนน้อย&nbsp;</p>



<p>การแยกบัญชีบำนาญของแต่ละบุคคลออกจากกัน จะสร้างแรงจูงใจในการออมของคนทำงานแต่ละบุคคล&nbsp;</p>



<p>๑.๒.๒ สร้างมาตรการส่งเสริมการออม ความรู้ความเข้าใจในการบริหารเงิน วินัยการเงิน ขยายและปรับปรุงกองทุนการออมแห่งชาติ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพรายได้ของแต่ละอาชีพ และกำหนดเงินประเดิมที่ภาครัฐจะให้เพิ่มอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นของการออม&nbsp;</p>



<p>กำหนดมาตรการการออมภาคบังคับ เช่น การเก็บภาษีเพื่อการออมร้อยละ ๓ ร่วมกันไปกับภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๗ ของมูลค่าที่มีการใช้จ่ายของแต่ละบุคคล นำเงินออมร้อยละ ๓ ร่วมสะสมไว้ในชื่อของแต่ละบุคคล&nbsp; และเฉลี่ยคืนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้จ่ายภาษีการออมเมื่อต้องหยุดทำงานในยามชราภาพ รวมทั้งส่งเสริมการออมทางเลือก เช่น การออมโดยปลูกไม้ยืนต้นและเลี้ยงปศุสัตว์</p>



<p>๑.๒.๓ ส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายอายุการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และการทำงานอิสระ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสมัครใจ เนื่องจากคนไทยอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีมาตรการจูงใจให้คนไทยมีทักษะความรู้ในการทำงานประเภทอื่น ๆ นอกจากที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นงานสำรองในยามสูงอายุ และสามารถทำงานโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>๑.๒.๔ ควรมีนโยบายเรื่องการรับคนทำงานที่มีคุณภาพและอยากทำงานในประเทศไทยอย่างถาวร เนื่องจากอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงาน และประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยตามหลังประเทศไทย</p>



<p>๑.๒.๕ สร้างแรงจูงใจให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร ได้มีบุตรอย่างมีคุณภาพ ลดภาระทางเศรษฐกิจ และลดภาระของมารดาในการเลี้ยงดูบุตรโดยให้บิดามีส่วนร่วม จัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในตอนกลางวันอยู่ใกล้ที่ทำงาน</p>



<p>๑.๒.๖ กระจายอุตสาหกรรม บริการ และการจ้างงานออกไปยังท้องถิ่น ชุมชนชนบท เพื่อให้มีการจ้างงานในพื้นที่ใกล้ชุมชน ทำให้คนทำงานสามารถอยู่กับครอบครัว และสามารถดูแลบิดา มารดา และบุตรได้</p>



<h4 class="wp-block-heading" id="iii"><strong>๒. มิติด้านสภาพแวดล้อม</strong><strong></strong></h4>



<p><strong>๒.๑ การวิเคราะห์ปัญหา</strong><strong></strong></p>



<p>๒.๑.๑ จะมีนโยบายและมาตรการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ถนน การเดินทาง อาคารและสถานที่สาธารณะอย่างไร ให้มีความเหมาะสมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับคนทุกวัย ทุกประเภท</p>



<p>๒.๑.๒ จะมีนโยบายและส่งเสริมให้ท้องถิ่นหรือชุมชนมีความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนและสถาบันการศึกษาการเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนอย่างไร โดยมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มจิตอาสา หรือจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ของท้องถิ่นและชุมชนได้</p>



<p>๒.๑.๓ จะส่งเสริมภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ให้เข้ามีส่วนร่วมเพื่อปรับสภาพแวดล้อมของบ้านและชุมชนอย่างไร (ยึดหลักการ “หนึ่งคนล้ม เจ็บทั้งบ้าน” และ “ปรับสภาพแวดล้อมมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า สร้างสรรค์กว่า เมื่อมีการพลัดตกหกล้ม”)</p>



<p>๒.๑.๔ จะมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัย ที่ให้อาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัยมีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอย่างไร</p>



<p><strong>๒.๒ ข้อเสนอแผนรองรับมิติด้านสภาพแวดล้อม</strong><strong></strong></p>



<p>๒.๒.๑ ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน ถนนหนทาง การเดินทาง อาคารและสถานที่สาธารณะให้เหมาะสมสำหรับคนทุกวัย ผู้สูงอายุ หนุ่ม สาว เด็ก และคนพิการ ในลักษณะ “อยู่ดี” (Universal Design) โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน</p>



<p>๒.๒.๒ ส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิ อาสาสมัครกู้ภัย และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีความรู้เรื่องออกแบบ โยธาและงานช่าง ได้ประสานองค์ความรู้เพื่อให้เกิดจิตอาสาร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นปรับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน</p>



<p>๒.๒.๓ จัดตั้ง “ศูนย์อยู่ดี” ในทุกอำเภอ โดยใช้โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนหรือมีนักเรียนน้อย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย จัดให้มีอุปกรณ์พื้นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สำรวจความจำเป็นและกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม</p>



<p>นอกจากนี้ “ศูนย์อยู่ดี” อาจใช้ประโยชน์เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ</p>



<p>๒.๒.๔&nbsp; ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนให้ลงทุนแข่งขันผลิตวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย โดยเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นวัสดุและเทคโนโลยีพื้นบ้าน</p>



<p>๒.๒.๕ แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับอาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัย ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และทุพพลภาพ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนกฎหมายใช้บังคับต้องปรับปรุงอาคารให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี นอกจากนี้ ธุรกิจที่ดำเนินการด้านที่อยู่อาศัยจะต้องจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอย่างน้อยร้อยละ ๑๐</p>



<h4 class="wp-block-heading" id="iv"><strong>๓</strong><strong>. มิติสุขภาพ</strong></h4>



<p><strong>๓</strong><strong>.๑ การวิเคราะห์ปัญหา</strong><strong></strong></p>



<p>๓.๑.๑ จะมีมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี หรือลดความเจ็บป่วยในทุกช่วงวัยได้อย่างไร</p>



<p>๓.๑.๒ อนาคตผู้สูงอายุจะมีมากขึ้น โรงพยาบาลที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอที่รองรับผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ รัฐจะมีแนวทางพัฒนา “ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ” ทั้งก่อนไปโรงพยาบาล ก่อนกลับบ้าน และก่อนตายอย่างไร และปัญหาจำนวนคนติดบ้าน และติดเตียงเพิ่มมากขึ้น จะมีการจัดการระบบหรือมีการส่งเสริมให้ชุมชนมีกิจกรรมเพื่อบำบัดของผู้สูงอายุและผู้พิการกระจายทุกตำบลอย่างไร รวมถึงจะพัฒนาระบบให้มีนักบริบาลซึ่งเป็นจิตอาสาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานได้อย่างไร</p>



<p>๓.๑.๓ จะมีมาตรการหรือส่งเสริมในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการดูแล รักษา ผู้สูงอายุทั้งทางใกล้และทางไกลอย่างไร</p>



<p><strong>๓</strong><strong>.๒ ข้อเสนอแผนรองรับมิติสุขภาพ</strong></p>



<p>๓.๒.๑ สร้างมาตรการการให้คนไทยมีสุขภาพดีให้นานที่สุด ลดช่วงเวลาเจ็บป่วยและภาวะพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยลง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ใช้หลัก “สร้างนำซ่อม” เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย การส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างอารมณ์ที่ดี เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี</p>



<p>๓.๒.๒ สนับสนุนการจัดระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate care) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาให้ดีขึ้นแล้ว โดยจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการพิการ และลดภาระของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด</p>



<p>๓.๒.๓ ขยายระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long term care) ช่วยผู้ที่ประสบภาวะยากลำบากอันเนื่องจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น การประสบอุบัติเหตุ พิการ ตลอดจนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นบริการของสถานพยาบาลที่ให้บริการที่บ้านผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการดูแล</p>



<p>๓.๒.๔ จัดให้มีระบบอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ได้รับการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน และสร้างระบบการดูแลที่บ้านตามตารางระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจน</p>



<p>๓.๒.๕ &nbsp;ส่งเสริมให้ทุกคนมีแนวคิด “ตายดี” โดยเฉพาะช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ด้วยการสร้างความรู้ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดชีวิต แต่อาศัยบุคคล ครอบครัวและคนในชุมชนร่วมกันดูแลแทน<strong></strong></p>



<h4 class="wp-block-heading" id="v"><strong>๔</strong><strong>. มิติชุมชนสังคม</strong></h4>



<p><strong>๔</strong><strong>.๑ การวิเคราะห์ปัญหา</strong></p>



<p>๔.๑.๑ ในอนาคตองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทในการรองรับสังคมคนไทยอายุยืนร่วมกับชุมชนอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p>๔.๑.๒ จะให้ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล มีส่วนร่วมเพื่อสร้างระบบรองรับสังคมสูงวัยอย่างไรบ้าง</p>



<p>๔.๑.๓ รัฐจะมีการส่งเสริมหรือจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของกลุ่มคน ๓ วัยในรูปแบบใด เพื่อให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากขึ้น และหน่วยงานหรือองค์กรใดควรจะรับผิดชอบ</p>



<p>๔.๑.๔ จะมีมาตรการในการจัดการปัญหาและความต้องการของชุมชนหรือท้องที่มีความแตกต่างกันอย่างไรให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการและท้องถิ่นนั้น ๆ</p>



<p><strong>๔</strong><strong>.๒ ข้อเสนอแผนรองรับมิติชุมชนสังคม</strong><strong></strong></p>



<p>๔.๒.๑ ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมคนไทยอายุยืนร่วมกับชุมชน โดยให้มีการรวมตัวของผู้สูงอายุในปัจจุบันและผู้สูงอายุสำรอง</p>



<p>๔.๒.๒ กระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้สามารถวางระบบรองรับสังคมคนไทยอายุยืนในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสามารถดำเนินงาน ใช้ทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณ</p>



<p>๔.๒.๓ ควรเปิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันของคน ๓ วัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนน้อยหรือไม่มีนักเรียน</p>



<p>๔.๒.๔ ส่งเสริมให้พระและผู้นำศาสนา มีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาของสังคมคนไทยอายุยืนที่จะเกิดในอนาคต</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading" id="vi"><strong>บทสรุปผู้บริหาร</strong><strong><br></strong><strong>การสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</strong><strong></strong></h3>



<p>สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและหลีกไม่พ้นคือ <strong>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมคนไทยอายุยืน</strong>หรือที่เรียกว่าสังคมสูงวัย โดยคาดว่าใน ๑๕ ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) จะมีมากถึงร้อยละ ๓๐ ขณะที่สัดส่วนคนวัยทำงานจะลดลง สัดส่วนของเด็กและเยาวชน (๐-๑๔ ปี) ก็จะลดน้อยถอยลงเช่นกัน</p>



<p><strong>คนไทยอายุ ๔๐</strong><strong>-๖๐ ปี</strong>ในปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในเวลานั้น จะต้องเผชิญปัญหาเป็นอันดับแรก ส่วนคนไทยอายุน้อยกว่า ๔๐ ปีในปัจจุบัน<strong>จะต้องแบกรับภาระ</strong>ทั้งเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่ชราภาพ และต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกด้วย</p>



<p>ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กที่เกิดในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจาก “<strong>คนท้องที่ไม่พร้อม</strong>” ส่วน “<strong>คนพร้อมไม่ท้อง</strong>” จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้</p>



<p>ราชบัณฑิตยสภาจึงมีความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง<strong>สร้างระบบเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</strong> โดยรองรับ ๔ มิติ ดังนี้</p>



<p><strong>๑</strong><strong>. มิติเศรษฐกิจ</strong></p>



<p>๑) ปรับปรุง พัฒนาระบบบำนาญและระบบสวัสดิการ&nbsp; โดยเฉพาะระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนในอนาคต&nbsp; ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงระยะยาวที่นำเงินของผู้ทำงานที่จ่ายสะสมมารวมกัน&nbsp; ในอนาคตเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ผู้รับประโยชน์จากกองทุนจะมีจำนวนมาก&nbsp; แต่ผู้จ่ายเข้ากองทุนจะมีจำนวนน้อย&nbsp;</p>



<p>การแยกบัญชีบำนาญของแต่ละบุคคลออกจากกัน จะสร้างแรงจูงใจในการออมของคนทำงานแต่ละบุคคล&nbsp;</p>



<p>๒) สร้างมาตรการส่งเสริมการออม ความรู้ความเข้าใจในการบริหารเงิน วินัยการเงิน ขยายและปรับปรุงกองทุนการออมแห่งชาติ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพรายได้ของแต่ละอาชีพ และกำหนดเงินประเดิมที่ภาครัฐจะให้เพิ่มอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นของการออม&nbsp;</p>



<p>กำหนดมาตรการการออมภาคบังคับ เช่น การเก็บภาษีเพื่อการออมร้อยละ ๓ ร่วมกันไปกับภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๗ ของมูลค่าที่มีการใช้จ่ายของแต่ละบุคคล นำเงินออมร้อยละ ๓ ร่วมสะสมไว้ในชื่อของแต่ละบุคคล&nbsp; และเฉลี่ยคืนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้จ่ายภาษีการออมเมื่อต้องหยุดทำงานในยามชราภาพ รวมทั้งส่งเสริมการออมทางเลือก เช่น การออมโดยปลูกไม้ยืนต้นและเลี้ยงปศุสัตว์</p>



<p>๓) ส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายอายุการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และการทำงานอิสระ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสมัครใจ เนื่องจากคนไทยอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีมาตรการจูงใจให้คนไทยมีทักษะความรู้ในการทำงานประเภทอื่น ๆ นอกจากที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นงานสำรองในยามสูงอายุ และสามารถทำงานโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>๔) ควรมีนโยบายเรื่องการรับคนทำงานที่มีคุณภาพและอยากทำงานในประเทศไทยอย่างถาวร เนื่องจากอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงาน และประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยตามหลังประเทศไทย</p>



<p>๕) สร้างแรงจูงใจให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร ได้มีบุตรอย่างมีคุณภาพ ลดภาระทางเศรษฐกิจ และลดภาระของมารดาในการเลี้ยงดูบุตรโดยให้บิดามีส่วนร่วม จัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในตอนกลางวันอยู่ใกล้ที่ทำงาน</p>



<p>๖) กระจายอุตสาหกรรม บริการ และการจ้างงานออกไปยังท้องถิ่น ชุมชนชนบท เพื่อให้มีการจ้างงานในพื้นที่ใกล้ชุมชน ทำให้คนทำงานสามารถอยู่กับครอบครัว และสามารถดูแลบิดา มารดา และบุตรได้</p>



<p><strong>๒</strong><strong>. มิติสภาพแวดล้อม</strong></p>



<p>๑) ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน ถนนหนทาง การเดินทาง อาคารและสถานที่สาธารณะให้เหมาะสมสำหรับคนทุกวัย ผู้สูงอายุ หนุ่ม สาว เด็ก และคนพิการ ในลักษณะ “อยู่ดี” (Universal Design) โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน</p>



<p>๒) ส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิ อาสาสมัครกู้ภัย และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีความรู้เรื่องออกแบบ โยธาและงานช่าง ได้ประสานองค์ความรู้เพื่อให้เกิดจิตอาสาร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นปรับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน</p>



<p>๓) จัดตั้ง “ศูนย์อยู่ดี” ในทุกอำเภอ โดยใช้โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนหรือมีนักเรียนน้อย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย จัดให้มีอุปกรณ์พื้นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สำรวจความจำเป็นและกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม</p>



<p>นอกจากนี้ “ศูนย์อยู่ดี” อาจใช้ประโยชน์เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ</p>



<p>๔) ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนให้ลงทุนแข่งขันผลิตวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย โดยเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นวัสดุและเทคโนโลยีพื้นบ้าน</p>



<p>๕) แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับอาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัย ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และทุพพลภาพ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนกฎหมายใช้บังคับต้องปรับปรุงอาคารให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี นอกจากนี้ ธุรกิจที่ดำเนินการด้านที่อยู่อาศัยจะต้องจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอย่างน้อยร้อยละ ๑๐</p>



<p><strong>๓</strong><strong>. มิติสุขภาพ</strong></p>



<p>๑) สร้างมาตรการการให้คนไทยมีสุขภาพดีให้นานที่สุด ลดช่วงเวลาเจ็บป่วยและภาวะพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยลง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ใช้หลัก “สร้างนำซ่อม” เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย การส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างอารมณ์ที่ดี เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี</p>



<p>๒) สนับสนุนการจัดระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate care) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาให้ดีขึ้นแล้ว โดยจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการพิการ และลดภาระของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด</p>



<p>๓) ขยายระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long term care) ช่วยผู้ที่ประสบภาวะยากลำบากอันเนื่องจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น การประสบอุบัติเหตุ พิการ ตลอดจนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นบริการของสถานพยาบาลที่ให้บริการที่บ้านผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการดูแล</p>



<p>๔) จัดให้มีระบบอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ได้รับการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน และสร้างระบบการดูแลที่บ้านตามตารางระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจน</p>



<p>๕) ส่งเสริมให้ทุกคนมีแนวคิด “ตายดี” โดยเฉพาะช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ด้วยการสร้างความรู้ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดชีวิต แต่อาศัยบุคคล ครอบครัวและคนในชุมชนร่วมกันดูแลแทน</p>



<p><strong>๔</strong><strong>. มิติชุมชนสังคม</strong></p>



<p>๑) ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมคนไทยอายุยืนร่วมกับชุมชน โดยให้มีการรวมตัวของผู้สูงอายุในปัจจุบันและผู้สูงอายุสำรอง</p>



<p>๒) กระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้สามารถวางระบบรองรับสังคมคนไทยอายุยืนในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสามารถดำเนินงาน ใช้ทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณ</p>



<p>๓) ควรเปิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันของคน ๓ วัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนน้อยหรือไม่มีนักเรียน</p>



<p>๔) ส่งเสริมให้พระและผู้นำศาสนา มีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาของสังคมคนไทยอายุยืนที่จะเกิดในอนาคต</p>



<p><strong><br></strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
