<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นิตยา กาญจนะวรรณ &#8211; ราชบัณฑิตยสภา</title>
	<atom:link href="https://royalsociety.go.th/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://royalsociety.go.th</link>
	<description>Royal Society of Thailand</description>
	<lastBuildDate>Sat, 31 Dec 2022 12:14:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-GB</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2025/10/cropped-logo-rst-1-Grayscale-150x150.jpg</url>
	<title>นิตยา กาญจนะวรรณ &#8211; ราชบัณฑิตยสภา</title>
	<link>https://royalsociety.go.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สังคมคนไทยอายุยืน: ความจริง วิกฤติการณ์ และข้อแนะนำ</title>
		<link>https://royalsociety.go.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ผู้ดูแลระบบ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2020 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อเสนอ]]></category>
		<category><![CDATA[แถลงข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยา กาญจนะวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมคนไทยอายุยืน]]></category>
		<category><![CDATA[สุรพล อิสรไกรศีล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://royalsociety.go.th/?p=1604</guid>

					<description><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/03/logo-with-bg-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />ขณะที่บ้านเมืองของเรากำลังเผชิญกับการคุกคามของโรคระบาดโควิด-19  ประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีความอ่อนไหวและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในอัตราที่สูง ในอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเทียบกับประชากรทั้งประเทศสูงมากถึงร้อยละ 30 คนวัยทำงานจะมีสัดส่วนน้อยลง  เด็กเกิดใหม่ก็ยิ่งมีสัดส่วนน้อย ซึ่งเกิดจากปัญหาครอบครัวที่คนท้องที่ไม่พร้อม” กับ “คนที่พร้อมแต่ไม่ท้อง” จากสภาพดังกล่าว เมื่อสัดส่วนของประชาชนเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุในอนาคต (ปัจจุบันอายุ 40-60 ปี) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จะต้องเผชิญปัญหาในด้านต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็จะต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นในการดูแลพ่อ แม่ และอาจมีปู่ ย่า ตา ยาย อีกด้วย จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้ ราชบัณฑิตยสภาในฐานะองค์กรที่หน้าที่ค้นคว้าวิจัยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางวิชาการนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เห็นว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ราชบัณฑิตยสภาควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้องค์กรภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตระหนักและเตรียมความพร้อมในการรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ตลอดจนพิจารณาถึงวิธีการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมสูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต  และจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนไทยอายุยืนนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ในอนาคต โดยสรุปออกมาเป็นข้อเสนอแผนการสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/03/logo-with-bg-150x150.png" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />
<p>ขณะที่บ้านเมืองของเรากำลังเผชิญกับการคุกคามของโรคระบาดโควิด-19  ประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะมีความอ่อนไหวและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในอัตราที่สูง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-1606" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1024x683.jpg 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-300x200.jpg 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-768x512.jpg 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-1536x1024.jpg 1536w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-2048x1365.jpg 2048w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7751-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเทียบกับประชากรทั้งประเทศสูงมากถึงร้อยละ 30 คนวัยทำงานจะมีสัดส่วนน้อยลง  เด็กเกิดใหม่ก็ยิ่งมีสัดส่วนน้อย ซึ่งเกิดจากปัญหาครอบครัวที่คนท้องที่ไม่พร้อม” กับ “คนที่พร้อมแต่ไม่ท้อง”</p>



<p>จากสภาพดังกล่าว เมื่อสัดส่วนของประชาชนเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุในอนาคต (ปัจจุบันอายุ 40-60 ปี) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น จะต้องเผชิญปัญหาในด้านต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็จะต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นในการดูแลพ่อ แม่ และอาจมีปู่ ย่า ตา ยาย อีกด้วย จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-1607" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1024x683.jpg 1024w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-300x200.jpg 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-768x512.jpg 768w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-1536x1024.jpg 1536w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-2048x1365.jpg 2048w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/07/IMG_7771-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ราชบัณฑิตยสภาในฐานะองค์กรที่หน้าที่ค้นคว้าวิจัยให้คำแนะนำและคำปรึกษาทางวิชาการนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เห็นว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ราชบัณฑิตยสภาควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้องค์กรภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตระหนักและเตรียมความพร้อมในการรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ตลอดจนพิจารณาถึงวิธีการบูรณาการนโยบายของรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแผนแม่บทเรื่องสังคมผู้สูงอายุต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมสูงวัยหรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต  และจัดทำแผนรองรับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนไทยอายุยืนนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ในอนาคต โดยสรุปออกมาเป็นข้อเสนอแผนการสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน” ประกอบด้วยข้อเสนอแผนรองรับ ๔ มิติ คือ</p>



<ol class="wp-block-list"><li><a href="#I">มิติด้านเศรษฐกิจ</a></li><li><a href="#II">มิติด้านสภาพแวดล้อม</a></li><li><a href="#III">มิติด้านสุขภาพ</a></li><li><a href="#IV">มิติด้านชุมชนสังคม</a></li></ol>



<p>รายละเอียดดังบทสรุปผู้บริหารที่แนบมาด้วยแล้ว</p>



<p class="has-text-align-right">ศาสตราจารย์ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล<br>นายกราชบัณฑิตยสภา</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h2 class="has-text-align-center wp-block-heading">บทสรุปผู้บริหาร<br>การสร้างระบบรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</h2>



<p>สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและหลีกไม่พ้นคือ <strong>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมคนไทยอายุยืน</strong>หรือที่เรียกว่าสังคมสูงวัย โดยคาดว่าใน ๑๕ ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุ (๖๐ ปี ขึ้นไป) จะมีมากถึงร้อยละ ๓๐ ขณะที่สัดส่วนคนวัยทำงานจะลดลง สัดส่วนของเด็กและเยาวชน (๐-๑๔ ปี) ก็จะลดน้อยถอยลงเช่นกัน</p>



<p><strong>คนไทยอายุ ๔๐-๖๐ ปี</strong>ในปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในเวลานั้น จะต้องเผชิญปัญหาเป็นอันดับแรก ส่วนคนไทยอายุน้อยกว่า ๔๐ ปีในปัจจุบัน<strong>จะต้องแบกรับภาระ</strong>ทั้งเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ที่ชราภาพ และต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกด้วย</p>



<p>ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กที่เกิดในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจาก “<strong>คนท้องที่ไม่พร้อม</strong>” ส่วน “<strong>คนพร้อมไม่ท้อง</strong>” จึงทำให้จำนวนและคุณภาพคนวัยทำงาน คนจ่ายภาษีอากรในอนาคตจะมีน้อยลง และอาจสร้างปัญหาความยั่งยืนทางการคลังได้</p>



<p>ราชบัณฑิตยสภาจึงมีความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง<strong>สร้างระบบเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ “สังคมคนไทยอายุยืน”</strong> โดยรองรับ ๔ มิติ ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="I">มิติเศรษฐกิจ</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ปรับปรุง พัฒนาระบบบำนาญและระบบสวัสดิการ  โดยเฉพาะระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนในอนาคต  ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงระยะยาวที่นำเงินของผู้ทำงานที่จ่ายสะสมมารวมกัน  ในอนาคตเมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมาก ผู้รับประโยชน์จากกองทุนจะมีจำนวนมาก  แต่ผู้จ่ายเข้ากองทุนจะมีจำนวนน้อย<br>การแยกบัญชีบำนาญของแต่ละบุคคลออกจากกัน จะสร้างแรงจูงใจในการออมของคนทำงานแต่ละบุคคล </li><li>สร้างมาตรการส่งเสริมการออม ความรู้ความเข้าใจในการบริหารเงิน วินัยการเงิน ขยายและปรับปรุงกองทุนการออมแห่งชาติ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพรายได้ของแต่ละอาชีพ และกำหนดเงินประเดิมที่ภาครัฐจะให้เพิ่มอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นของการออม <br>กำหนดมาตรการการออมภาคบังคับ เช่น การเก็บภาษีเพื่อการออมร้อยละ ๓ ร่วมกันไปกับภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๗ ของมูลค่าที่มีการใช้จ่ายของแต่ละบุคคล นำเงินออมร้อยละ ๓ ร่วมสะสมไว้ในชื่อของแต่ละบุคคล  และเฉลี่ยคืนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้จ่ายภาษีการออมเมื่อต้องหยุดทำงานในยามชราภาพ รวมทั้งส่งเสริมการออมทางเลือก เช่น การออมโดยปลูกไม้ยืนต้นและเลี้ยงปศุสัตว์</li><li>ส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายอายุการทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และการทำงานอิสระ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสมัครใจ เนื่องจากคนไทยอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรมีมาตรการจูงใจให้คนไทยมีทักษะความรู้ในการทำงานประเภทอื่น ๆ นอกจากที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นงานสำรองในยามสูงอายุ และสามารถทำงานโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ</li><li>ควรมีนโยบายเรื่องการรับคนทำงานที่มีคุณภาพและอยากทำงานในประเทศไทยอย่างถาวร เนื่องจากอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงาน และประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยตามหลังประเทศไทย</li><li>สร้างแรงจูงใจให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร ได้มีบุตรอย่างมีคุณภาพ ลดภาระทางเศรษฐกิจ และลดภาระของมารดาในการเลี้ยงดูบุตรโดยให้บิดามีส่วนร่วม จัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กและสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในตอนกลางวันอยู่ใกล้ที่ทำงาน</li><li>กระจายอุตสาหกรรม บริการ และการจ้างงานออกไปยังท้องถิ่น ชุมชนชนบท เพื่อให้มีการจ้างงานในพื้นที่ใกล้ชุมชน ทำให้คนทำงานสามารถอยู่กับครอบครัว และสามารถดูแลบิดา มารดา และบุตรได้</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="II">มิติสภาพแวดล้อม</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ปรับสภาพแวดล้อมบ้าน ถนนหนทาง การเดินทาง อาคารและสถานที่สาธารณะให้เหมาะสมสำหรับคนทุกวัย ผู้สูงอายุ หนุ่ม สาว เด็ก และคนพิการ ในลักษณะ “อยู่ดี” (Universal Design) โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องที่แตกต่างกัน</li><li>ส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิ อาสาสมัครกู้ภัย และสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีความรู้เรื่องออกแบบ โยธาและงานช่าง ได้ประสานองค์ความรู้เพื่อให้เกิดจิตอาสาร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นปรับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน</li><li>จัดตั้ง “ศูนย์อยู่ดี” ในทุกอำเภอ โดยใช้โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนหรือมีนักเรียนน้อย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย จัดให้มีอุปกรณ์พื้นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สำรวจความจำเป็นและกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม<br>นอกจากนี้ “ศูนย์อยู่ดี” อาจใช้ประโยชน์เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ</li><li>ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนให้ลงทุนแข่งขันผลิตวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย โดยเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นวัสดุและเทคโนโลยีพื้นบ้าน</li><li>แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องสำหรับอาคารสาธารณะและอาคารที่อยู่อาศัย ต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และทุพพลภาพ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนกฎหมายใช้บังคับต้องปรับปรุงอาคารให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี นอกจากนี้ ธุรกิจที่ดำเนินการด้านที่อยู่อาศัยจะต้องจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอย่างน้อยร้อยละ ๑๐</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="III">มิติสุขภาพ</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>สร้างมาตรการการให้คนไทยมีสุขภาพดีให้นานที่สุด ลดช่วงเวลาเจ็บป่วยและภาวะพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยลง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยให้มีการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ใช้หลัก “สร้างนำซ่อม” เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย การส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างอารมณ์ที่ดี เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี</li><li>สนับสนุนการจัดระบบดูแลระยะกลาง (Intermediate care) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาให้ดีขึ้นแล้ว โดยจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการพิการ และลดภาระของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด</li><li>ขยายระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long term care) ช่วยผู้ที่ประสบภาวะยากลำบากอันเนื่องจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น การประสบอุบัติเหตุ พิการ ตลอดจนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นบริการของสถานพยาบาลที่ให้บริการที่บ้านผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการดูแล</li><li>จัดให้มีระบบอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ได้รับการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน และสร้างระบบการดูแลที่บ้านตามตารางระยะเวลาที่เหมาะสมและชัดเจน</li><li>ส่งเสริมให้ทุกคนมีแนวคิด “ตายดี” โดยเฉพาะช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ด้วยการสร้างความรู้ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดชีวิต แต่อาศัยบุคคล ครอบครัวและคนในชุมชนร่วมกันดูแลแทน</li></ol>



<h3 class="wp-block-heading" id="IV">มิติชุมชนสังคม</h3>



<ol class="wp-block-list"><li>ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมคนไทยอายุยืนร่วมกับชุมชน โดยให้มีการรวมตัวของผู้สูงอายุในปัจจุบันและผู้สูงอายุสำรอง</li><li>กระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้สามารถวางระบบรองรับสังคมคนไทยอายุยืนในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสามารถดำเนินงาน ใช้ทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณ</li><li>ควรเปิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันของคน ๓ วัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนน้อยหรือไม่มีนักเรียน</li><li>ส่งเสริมให้พระและผู้นำศาสนา มีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาของสังคมคนไทยอายุยืนที่จะเกิดในอนาคต</li></ol>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การใช้รูปวรรณยุกต์เอกในคำ แซ่บ กับ แซ่ด</title>
		<link>https://royalsociety.go.th/%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%9a-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ผู้ดูแลระบบ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2020 10:35:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[แถลงข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยา กาญจนะวรรณ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณยุกต์]]></category>
		<category><![CDATA[แซ่ด]]></category>
		<category><![CDATA[แซ่บ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://royalsociety.go.th/?p=1491</guid>

					<description><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/พจนานุกรม-1400x800-1-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />นิตยา กาญจนะวรรณราชบัณฑิต ประเภทวิชาวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทยสำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา อักขรวิธีไทยกำหนดไว้ว่า ถ้าพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำมีสระเสียงยาว และตัวสะกดเป็นคำตาย จะเป็นเสียงโทได้ทันทีโดยไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์กำกับ เช่น งาก แต่ถ้าเป็นสระสั้น ต้องใช้รูปวรรณยุกต์เอกกำกับ เพื่อให้เป็นเสียงโท เช่น งั่ก หลักเกณฑ์นี้ปรากฏอยู่ในตำราภาษาไทยหลายเล่มนับแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นมา เช่น หลักภาษาไทย ของ พระยาอุปกิตศิลปสาร มีตัวอย่างคือคำว่า คั่ก (พระยาอุปกิตศิลปสาร, ๒๕๓๓ : ๑๕) ลักษณะภาษาไทย ของ ศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา มีตัวอย่างคือคำว่า งั่ก (บรรจบ พันธุเมธา, ๒๕๕๙ : ๓๖) บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๑ ของ กระทรวงศึกษาธิการ มีตัวอย่างคือคำว่า คึ่ก (สถาบันภาษาไทย, ๒๕๔๕ : ๘๒) คำว่า แซ่บ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<img width="150" height="150" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/พจนานุกรม-1400x800-1-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail wp-post-image" alt="" decoding="async" />
<p class="has-text-align-right">นิตยา กาญจนะวรรณ<br>ราชบัณฑิต ประเภทวิชาวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย<br>สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา</p>



<p>อักขรวิธีไทยกำหนดไว้ว่า ถ้าพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำมีสระเสียงยาว และตัวสะกดเป็นคำตาย จะเป็นเสียงโทได้ทันทีโดยไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์กำกับ เช่น <strong>งาก </strong>แต่ถ้าเป็นสระสั้น ต้องใช้รูปวรรณยุกต์เอกกำกับ เพื่อให้เป็นเสียงโท เช่น งั่ก</p>



<p>หลักเกณฑ์นี้ปรากฏอยู่ในตำราภาษาไทยหลายเล่มนับแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นต้นมา เช่น <strong>หลักภาษาไทย </strong>ของ <strong>พระยาอุปกิตศิลปสาร</strong> มีตัวอย่างคือคำว่า <strong>คั่ก </strong>(พระยาอุปกิตศิลปสาร, ๒๕๓๓ : ๑๕) <strong>ลักษณะภาษาไทย </strong>ของ <strong>ศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา</strong> มีตัวอย่างคือคำว่า <strong>งั่ก </strong>(บรรจบ พันธุเมธา, ๒๕๕๙ : ๓๖) บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๑ ของ กระทรวงศึกษาธิการ มีตัวอย่างคือคำว่า <strong>คึ่ก </strong>(สถาบันภาษาไทย, ๒๕๔๕ : ๘๒)</p>



<p>คำว่า <strong>แซ่บ </strong>ระบุไว้ใน <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ </strong>ว่า </p>



<p>แซ่บ (ถิ่น-อีสาน) ว. อร่อย.</p>



<p>คำนี้ภาษาไทยมาตรฐานซึ่งมีที่มาจากภาษาถิ่นออกเสียงสั้น (เปรียบเทียบกับเสียงยาวในคำว่า <strong>แสบ</strong>) แสดงว่า คำนี้มาจาก ซ + สระแอะ + บ ไม่ใช่ ซ + สระแอ + บ จึงใส่รูปวรรณยุกต์เอกได้เช่นเดียวกับที่ ค + สระอะ + ก กลายเป็น <strong>คั่ก </strong>ง + สระอะ + ก กลายเป็น <strong>งั่ก </strong>และ ค + สระอึ + กลายเป็น <strong>คึ่ก</strong></p>



<p>ในอักขรวิธีไทยมีการเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงเสียงสั้นยาวอยู่หลายคู่ เช่น </p>



<ul class="wp-block-list"><li>ก+อา+น=กาน ก+อะ+ น=กัน (เปลี่ยนอะเป็นไม้หันอากาศ)</li><li>ปร+ เอ+ต=เปรต ป+ อะ+ด=เป็ด (เปลี่ยนเอะเป็นเ+ไม้ไต่คู้)</li><li>ท+แอ+ก=แทก ท+แอะ+ก=แท็ก (เปลี่ยนแอะเป็นแ+ไม้ไต่คู้)</li><li>ก + โอ + น=โกน ก + โอะ + น =กน (สระโอะหายไป กลายเป็นสระโอะลดรูป)</li></ul>



<p>สระที่ไม่มีการเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงเสียงสั้นยาวก็มีอยู่มาก เจ้าของภาษาเท่านั้นที่จะรู้ว่า คำใดออกเสียงสั้น คำใดออกเสียงยาว เช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>ก+เอ+ง=เก้ง (เสียงยาว) ก+เอะ+ง=เก่ง (เสียงสั้น)</li><li>ด + เออ + น = เดิน (เสียงยาว) ง + เออะ + น = เงิน (เสียงสั้น)</li><li>จ + ออ + = จอ (เสียงยาว) จ + เอาะ + = จ้อ (เสียงสั้น)</li></ul>



<p>คำประเภทนี้เคยมีรูปไม้ไต่คู้กำกับเพื่อบอกเสียงสั้น ดังตัวอย่างที่ปรากฏในพจนานุกรม <strong>สัพะ พะจะ นะ พาสาไท</strong> ตำรา<strong> แบบเรียนเร็ว </strong>และ<strong> พจนานุกรม (ร.ศ. ๑๒๐)</strong></p>



<p>พจนานุกรม<strong> สัพะ พะจะนะ พาสาไท</strong> (ปัลเลอกัวซ์, ๒๕๔๒ : ๒๖๐) มีคำว่า <strong>เก่ง </strong>ซึ่งมี เครื่องหมายไม้ไต่คู้กำกับเพื่อแสดงเสียงสั้น เปรียบเทียบกับคำว่า <strong>เก้ง </strong>ซึ่งเป็นเสียงยาว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="899" height="358" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image.png" alt="" class="wp-image-1508" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image.png 899w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image-300x119.png 300w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image-768x306.png 768w" sizes="(max-width: 899px) 100vw, 899px" /><figcaption><strong>สัพะ พะจะนะ พาสาไท</strong></figcaption></figure>



<p>ตำรา <strong>แบบเรียนเร็ว</strong> ฉบับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขียนคำว่า <strong>เดิน </strong>เป็น <strong>เดีน </strong>และเขียนคำว่า<strong>เงิน </strong>เป็น <strong>เงีน </strong>โดยมีเครื่องหมายไม้ไต่คู้กำกับให้รู้ว่าเป็นเสียงสั้น</p>



<p>พ<strong>จนานุกรม (ร.ศ. ๑๒๐) ฉบับกรมศึกษาธิการ</strong> เขียนคำว่า <strong>จ่อนจ่อ </strong>กับ <strong>จ้อน </strong>โดยมีเครื่องหมายไม้ไต่คู้กำกับเพื่อแสดงเสียงสั้น (กรมวิชาการ, ๒๕๔๑ : ๘๘)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image-1.png" alt="" class="wp-image-1509" width="314" height="401" srcset="https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image-1.png 532w, https://royalsociety.go.th/wp-content/uploads/2020/05/image-1-235x300.png 235w" sizes="(max-width: 314px) 100vw, 314px" /><figcaption><strong>พจนานุกรม (ร.ศ. ๑๒๐)</strong></figcaption></figure></div>



<p>คำเหล่านี้ในสมัยต่อมาได้ตัดเครื่องหมายไม้ไต่คู้ออกไป รูปการเขียนจึงไม่สามารถแสดงความแตกต่างระหว่างเสียงสั้นกับเสียงยาวได้ แต่เจ้าของภาษาจะรู้ได้เพราะเคยได้ยินสืบเนื่องกันมา<br>ส่วนคำบางคำมีเครื่องหมายไม้ไต่คู้เข้ามาช่วยบอกเสียงสั้นโดยตรง เช่น</p>



<p>ล + สระออ + ก = ลอก (เสียงยาว)<br>ล + สระออ + ก = ล็อก (เสียงสั้น)</p>



<p>คำอื่น ๆ ในทำนองนี้ยังมีอีกหลายคำเช่น<br><strong>ง่อกแง่ก แซ่ด ม่อล่อกม่อแล่ก ล่อกแล่ก เลิ่กลั่ก ว่อกแว่ก</strong></p>



<p>เมื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของรูปการเขียนที่ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ตั้งแต่ ฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๓ จนถึง ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๔ จะเป็นดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list"><li><strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓</strong> เก็บคำไว้ว่า<br>งอกแงก แซด แซบ ม่อลอกม่อแลก ล่อกแล่ก วอกแวก</li><li><strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕</strong> เก็บคำไว้ว่า<br>งอกแงก แซด แซบ ม่อลอกม่อแลก ลอกแลก เลิ่กลั่ก วอกแวก</li><li><strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒</strong> เก็บคำไว้ว่า<br>ง่อกแง่ก แซด แซบ ม่อลอกม่อแลก ลอกแลก เลิ่กลั่ก วอกแวก<br><strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔</strong> เก็บคาไว้ว่า<br>ง่อกแง่ก แซ่ด แซ่บ ม่อล่อกม่อแล่ก ล่อกแล่ก เลิ่กลั่ก ว่อกแว่ก</li></ul>



<p>จะเห็นได้ว่า <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓</strong> เก็บคำว่า <strong>ล่อกแล่ก </strong>ซึ่งมีรูปวรรณยุกต์เอกไว้แล้ว ส่วนคำว่า <strong>เลิ่กลั่ก </strong>ยังไม่ได้เก็บไว้ <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕</strong> ถอดรูปวรรณยุกต์เอกออกจากคำว่า <strong>ลอกแลก </strong>และเพิ่มคำว่า <strong>เลิ่กลั่ก </strong>เข้ามา <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒</strong> เพิ่มรูปวรรณยุกต์เอกลงในคำว่า <strong>ง่อกแง่ก </strong>และในท้ายที่สุด <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔</strong> ก็เก็บคำตามอักขรวิธีไทยที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น โดยเพิ่มรูปวรรณยุกต์เอกลงในคำว่า <strong>แซ่ด แซ่บ ม่อล่อกม่อแล่ก ล่อกแล่ก</strong> และ <strong>ว่อกแว่ก </strong>เพราะคำเหล่านี้ล้วนแต่ออกเสียงสั้น และสามารถเขียนได้ตามอักขรวิธีไทย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์นี้มิได้ใช้กับคำทับศัพท์ ซึ่งราชบัณฑิตยสภายึดถือตามที่ <strong>พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์</strong> ทรงเสนอในที่ประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๐๕ เรื่องการเขียน ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า “…การเขียนคำในภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษออกเสียงไม่แน่นอน จะออกเสียงอย่างไรย่อมแล้วแต่ประโยค เสียงจะสูงต่ำก็แล้วแต่ตำแหน่งของคำใน ประโยค จึงไม่ควรใช้วรรณยุกต์กำกับ” (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ๒๕๓๔ : ๑๕)</p>



<p>ส่วนคำที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น <strong>เริ่ด แร่ด หล่ะ แหล่ะ อ่ะ ป่ะ ห่ะ</strong> นั้น มีที่เขียนถูกต้องตามอักขรวิธี เพียง ๒ คำ คือ <strong>เริ่ด </strong>กับ <strong>แร่ด </strong>คำว่า <strong>เริ่ด </strong>ที่หมายถึง “สวยหรูและดูเด่นเลอเลิศ มักมีลักษณะเกิน พอดี” ไม่ออกเสียงยาวเหมือนกับคำว่า <strong>เลิศ </strong>ส่วน <strong>แร่ด </strong>ที่หมายถึง “ประพฤติตัวประเจิดประเจ้อและ เหลวแหลกในทางชู้สาว” ก็ไม่ได้ออกเสียงยาวเหมือนกับคำว่า <strong>แรด </strong>ที่เป็นชื่อสัตว์ จึงน่าจะเป็นคนละคำกัน คำอย่าง <strong>เริ่ด </strong>และ <strong>แร่ด </strong>อาจจะเก็บไว้ใน <strong>พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสภา</strong> ต่อไปในอนาคต ในฐานะภาษาปาก แต่คำอย่าง <strong>หล่ะ แหล่ะ อ่ะ ป่ะ ห่ะ </strong>คงไม่เก็บเพราะไม่เป็นไปตามอักขรวิธีไทยปัจจุบัน</p>



<p class="has-text-align-center">บรรณานุกรม</p>



<ul class="wp-block-list"><li>กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๑. <strong>พจนานุกรม (ร.ศ. ๑๒๐) ฉบับกรมศึกษาธิการ</strong> กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา.</li><li>ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ๒๕๔๒. <strong>แบบเรียนเร็ว เล่ม ๑, ๒, ๓</strong> กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.</li><li>นราธิปพงศ์ประพันธ์, พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น. ๒๕๓๔. <strong>พระอัจฉริยลักษณ์ด้าน ภาษาศาสต</strong>ร์ กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.</li><li>บรรจบพันธุเมธา.๒๕๕๙ <strong>ลักษณะภาษาไทย</strong>.พิมพ์ครั้งที่๒๒.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง .</li><li>ปัลเลอกัวซ์ (Pallegoix). ๒๕๔๒. <strong>สัพะ พะจะนะ พาสาไท</strong>. สถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ กระ ทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ.</li><li>ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๔๙๓. <strong>พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓</strong>. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : บริษัท คณะช่าง จากัด.</li><li>ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๓๙.<strong> พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕</strong>. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.</li><li>ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๔๖. <strong>พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒</strong>. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์.</li><li>ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๕๖. <strong>พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔</strong>. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.</li><li>สถาบันภาษาไทย. ๒๕๔๕. <strong>บรรทัดฐานภาษาไทย</strong> เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : สถาบัน ภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.</li><li>อุปกิตศิลปสาร, พระยา. ๒๕๓๓.<strong> หลักภาษาไทย</strong>. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.</li></ul>



<figure><iframe loading="lazy" src="https://drive.google.com/file/d/1gG4n5rc7ZufW5J1tOhDraMZomaZZmRFq/preview" width="640" height="480"></iframe></figure>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
